วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือเป็นการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ความรู้และแง่คิด เพื่อจะเป็นฐานของการขยายความคิออกไปในขอบข่ายที่กว้างขวางยิ่งขึ้น  ประเทศที่พัฒนาแล้วประชาชนส่วนใหญ่จะมีนิสัยการอ่านหนังสือเพื่อติดตามข่าวสารข้อมูล ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและความก้าวหน้าในวงการต่างๆ การอ่านหนังสือดังกล่าวทำให้ประชาชนมีข้อมูล มีความรู้และมีความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง สังคมและประเทศชาติ รวมตลอดทั้งปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดในโลกซึ่งอาจจะส่งผลสะท้อนกลับมายังสังคมที่ตนอาศัยอยู่

มีข้อสังเกตว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ชอบการอ่านหนังสือ แต่จากการสำรวจซึ่งก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือก็คือ ประชาชนทั่วไปอ่านหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัดต่อปี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่นิยมการอ่านหนังสือ ในส่วนนี้จะมีนัยอย่างสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาปัจเจกบุคคลในแง่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ความสามารถ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยรวม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การจะเชื่อถือข้อมูลดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใดยังเป็นประเด็นสำคัญ  เพราะการสำรวจดังกล่าวนี้ไม่ได้ง่ายนักตามหลักวิทยาศาสตร์ ข้อกล่าวอ้างที่กล่าวมาน่าจะมีความคลาดเคลื่อน นอกเหนือจากนั้นแม้คนไทยทั่วไปจะไม่นิยมการอ่านหนังสือแต่ก็ได้รับข่าวสารข้อมูลจากการพูดคุยในหมู่เพื่อนร่วมงาน คนในชุมชนเดียวกัน ในร้านกาแฟ การฟังวิทยุและการดูโทรทัศน์ ดังนั้น การไม่อ่านหนังสือจึงอาจชดเชยได้ด้วยการรับข่าวสารจากสื่อมวลชนอื่น

ในประเด็นของการอ่านหนังสือ สังคมที่มีประเพณีปัญญาการ เช่น สังคมที่เคยมีการชอบรับราชการเช่นในสังคมจีนโบราณจะมีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปัญญาการ (intellectual tradition) ดังนั้น จึงมีการเน้นการรู้หนังสือและการอ่านหนังสือ ทำนองเดียวกัน ชาวยิวก็เน้นจากความรู้จากการอ่าน แต่ในบางสังคมอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับการอ่านหนังสือยกเว้นเกี่ยวกับความคิดทางศาสนาซึ่งเป็นคนเฉพาะกลุ่ม

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะต้องกล่าวถึงในที่นี้ก็คือคำกล่าวที่ว่า ถ้ามีการอ่านหนังสือสังคมก็จะมีคนที่มีข่าวสารข้อมูล ความรู้ความคิด และสติปัญญามากขึ้น จะต้องกล่าวโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและต้องมีข้อสงวนคำถาม 3 คำถามเกี่ยวกับการอ่านก็คือ
1. อ่านหนังสืออะไร
2. อ่านเพื่ออะไร
3. อ่านอย่างไร

ในส่วนของการอ่านหนังสืออะไรนั้น หนังสือมักจะเขียนเป็นภาษาท้องถิ่นโดยคนท้องถิ่น แต่สำหรับคนที่มีความรู้จะรู้ภาษาต่างประเทศ บางคนรู้มากกว่าสองภาษา เพราะฉะนั้นโอกาสของการอ่านหนังสือจากภาษาที่เป็นสังคมของตน เช่น การอ่านภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย ย่อมเสียเปรียบบุคคลที่สามารถอ่านภาษาต่างชาติ เช่นคนญี่ปุ่นสามารถอ่านภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ได้อีกด้วย โอกาสของการเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ความรู้ ความคิด แนวคิด สติปัญญา ย่อมมากกว่าคนที่อ่านได้เฉพาะภาษาท้องถิ่นของตน ประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครเช่นประเทศไทยมีความภูมิใจที่เป็นเอกราชมาตลอด แต่ปัญหาที่เผชิญในขณะนี้คือทักษะในภาษาอังกฤษ ถ้าจะมีคนอ่านหนังสือก็ต้องอ่านจากการแปลภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทย มิฉะนั้นก็จะอ่านหนังสือที่เป็นภาษาไทยทั้งจากนักเขียนทั่วไปหรือนักเขียนที่เป็นนักวิชาการ โอกาสที่จะอ่านภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษไม่สามารถจะมีได้ ปัญหาก็คือ การเขียนหนังสือของคนไทยส่วนใหญ่ใช้วาทศิลป์ พรรณนาความเล่าเรื่อง น้อยคนที่จะมีการเขียนอย่างวิเคราะห์เจาะลึกทำให้เกิดความคิดอย่างลึกซึ้งจนสามารถเข้าใจประเด็นต่างๆ มากกว่าการอ่านเพื่อจำข้อมูลข่าวสารในลักษณะพรรณนาความ ดังนั้น ถ้าผู้อ่านหนังสืออ่านหนังสือที่เขียนโดยคนท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่มีประเพณีการเขียนที่เน้นวาทศิลป์ สำบัดสำนวน สุนทรีย์ในโคลงกลอน และเมื่อเขียนเกี่ยวกับวิชาการก็เป็นการคัดลอกเรียบเรียงมาจากนักคิดต่างประเทศโดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น ผู้อ่านก็อ่านเพื่อจะจำในลักษณะนกแก้วนกขุนทองเพื่อนำไปทำข้อสอบ การอ่านหนังสือจึงขึ้นอยู่กับว่าอ่านหนังสือประเภทใดด้วย และเขียนโดยใคร คนจำนวนไม่น้อยอ่านเกี่ยวกับนิยาย กีฬา บันเทิง แต่เมื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับทางวิชาการอาจจะได้ข้อมูลที่ผิดๆ เนื่องจากคามรู้ความสามารถไม่ถึงขั้น และที่สำคัญที่สุดก็คืออ่านหนังสือในลักษณะพรรณานาความเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถนำไปสู่การขยายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งมากกว่าที่เป็นอยู่ ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ อ่านอะไร และมีความสามารถที่จะอ่านเอกสารหรือหนังสือนอกจากภาษาท้องถิ่นได้หรือไม่

อ่านเพื่ออะไร การอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลาเป็นการอ่านไปเรื่อยๆ การอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงก็เป็นจุดประสงค์อย่างหนึ่ง การอ่านเพื่อหาความรู้ เช่น การอ่านหนังสือเพื่อการประกอบตู้หนึ่งใบก็เพื่อเป็นการหาความรู้ในการประกอบหรือสร้างบางสิ่งบางอย่าง การอ่านหนังสือเพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือ หรือการเขียนสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ในการศึกษาเพื่อรับปริญญามหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิต ก็เป็นการอ่านอีกประเภทหนึ่ง ปัญหาที่เผชิญกันมากที่สุดในประเทศไทยก็คือ มหาวิทยาลัยระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ผู้เขียนสารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์ ส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถที่จะอ่านจากต้นฉบับที่เป็นภาษาเดิม จึงมีการอ้างนักวิชาการต่างประเทศที่มีการอ้างแล้วโดยนักวิชาการไทย และส่วนใหญ่ก็เป็นการอ้างเพื่อมาพรรณนาความ น้อยคนที่จะอ้างโดยยกประเด็นถกเถียงขัดแย้งกับสิ่งที่ยกมาเพื่อใช้ในการเขียนหนังสือ ดังนั้น การอ่านหนังสือที่ผู้อ่านไม่สามารถจะอ่านจากต้นฉบับได้จึงมีความสุ่มเสี่ยงต่อการตีความที่ผิด รวมทั้งการอ้างที่ผิด ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึงการอ่านหนังสือจะต้องถามประเด็นที่สำคัญคือ อ่านเพื่ออะไร ถ้าอ่านเพื่อฆ่าเวลา หรือเพื่อบันเทิง ก็ไม่เป็นปัญหา แต่จะช่วยประเทืองปัญญามากน้อยเพียงใดเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

อ่านอย่างไร การอ่านหนังสือจะต้องมีการตั้งประเด็นว่าอ่านอย่างไร บางคนอ่านเพื่อสักจะให้จบ อ่านเพื่อจำข่าวสารข้อมูล ไม่เคยอ่านในลักษณะที่คิดวิเคราะห์โดยพินิจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ และมีการเห็นด้วยหรือขัดแย้งในใจ ซึ่งทั้งนี้หมายความว่าผู้อ่านต้องมีจิตวิเคราะห์และมีการอ่านหนังสือมามากจนมีประเด็นมากพอที่จะมองเป็นประเด็นแตกต่างจากที่อ่าน นอกเหนือจากนั้น เมื่อได้ประเด็นจากการอ่านก็อาจจะสังเคราะห์กับประเด็นที่ตนมีอยู่นำไปสู่การงอกเงยของประเด็นความคิดในลักษณะต่อยอด ขยายขอบข่ายกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งในลักษณะนี้ยังเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้น การอ่านหนังสือจึงมีประเด็นสำคัญว่าอ่านอย่างไร ถ้าอ่านอย่างคิดวิเคราะห์ (critical reading) ย่อมแตกต่างจากการอ่านเพื่อจดจำโดยขีดเส้นใต้และดึงเนื้อหาออกมา

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า การอ่านหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวย่อมเป็นเงื่อนไขที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้คนมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในเบื้องต้นก็ตาม กล่าวโดยสรุป การอ่านหนังสือซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่พัฒนาแล้ว จึงต้องตั้งประเด็นคำถามว่าอ่านหนังสืออะไร อ่านเพื่ออะไร และอ่านอย่างไร ในส่วนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการขาดความรู้ทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษซึ่งมีการตีพิมพ์หนังสือจำนวนมากมาย จะเป็นความเสียเปรียบอย่างยิ่งเมื่อเทียบคนไทยกับคนมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งสามารถอ่านได้ทั้งหนังสือที่เป็นภาษาของตนและภาษาต่างประเทศ

นัยจากบทความดังกล่าวก็คือ การมุ่งเน้นให้คนอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การไม่สามารถเปิดหน้าต่างแห่งความรู้ไปยังโลกที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในเว็บไซต์ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ จะเป็นความเสียเปรียบอย่างมหาศาลต่อสังคมที่ต้องการพัฒนาในด้านการศึกษาและการพัฒนาสังคมเพื่อก้าวไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์

ในกรณีสังคมไทยสิ่งซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนก็คือ อีกสี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางของการสื่อสาร การติดต่อประสานงานต่างๆ จะต้องใช้ภาษาอังกฤษ สังคมไทยกำลังเผชิญกับเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ ความสามารถในการสื่อสารกับประเทศสมาชิกอื่นในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า อย่างองอาจและสง่าผ่าเผยด้วยความมั่นใจ ที่สำคัญการขาดความรู้ที่จะอ่านเอกสารหรือหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษยังจะกลายเป็นข้อจำกัด เพราะข่าวสารข้อมูล ความคิด แนวคิด ที่จะเจรจาพาที อภิปรายถกเถียง กับสมาชิกประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมโนทัศน์ (concept) ที่ลึกล้ำและซับซ้อนกว่าภาษาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่คนไม่รู้ภาษาอังกฤษอาจเข้าไม่ถึง
หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2554 )
ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน ราชบัณฑิต  
ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก  วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ประโยชน์ของการอ่าน


ประโยชน์ของการอ่าน การอ่านได้อะไร
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านว่า
การอ่านมีความสำคัญมากในการกำหนดว่า อนาคต เราจะเป็นเช่นไร..
        ผมได้พยายามย้ำเด็กรุ่นหลัง ๆ ให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการอ่านหนังสือมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเด็ก ๆ และคนทั่วไปในสังคมไทยของเราอ่านหนังสือกันน้อยเหลือเกิน เมื่ออ่านน้อยเราจึงเป็นคนที่มีโลกทัศน์แคบ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างจำกัด ขาดความสามารถในการแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง จนกลายเป็นคนล้าหลังไปในที่สุด
        การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน เพราะเป็นการเพิ่มทุนความรู้ที่คุ้มค่ายิ่งสำหรับชีวิตในอนาคต เราต้องสร้างทัศนคติแง่บวกให้กับการอ่าน เช่นตระหนักว่า “การอ่าน คือ เครื่องมือของผู้ที่ปรารถนา ความสำเร็จ” “การอ่านไม่ใช่เป็นการเสียเวลา แต่เป็นการลงทุนทางปัญญา” “การอ่านทำให้เราเป็นคนฉลาด มีทั้งความรู้ และรู้จักคิดใคร่ครวญ” นอกจากนี้ ที่สำคัญกว่านั้น เราจำเป็นต้องอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ โดย…

อ่านหนังสือที่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จ
      ในชีวิตเรามีหนังสือ 2 ประเภทที่จะช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ประเภทที่หนึ่ง หนังสือที่ตนเองชอบ เลือกหนังสือที่ทำให้มีความสุขเมื่อได้อ่าน อาจจะเป็นหนังสือประเภทใดก็ได้ เช่น บทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย และประเภทที่สอง หนังสือที่ตนเองต้องอ่าน เลือกอ่านหนังสือที่สนับสนุนสู่ความสำเร็จของชีวิต และอ่านหนังสือให้ครบถ้วนทุกด้าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ ที่เราอยากจะพัฒนา และเพื่อจรรโลงจิตใจและ คุณธรรมให้สูงขึ้น

บริหารเวลาในการอ่าน
      เราควรกำหนดเวลาอย่างเฉพาะเจาะจงในการอ่านหนังสือ เช่น ใน 1 วันต้องตั้งเวลาเฉพาะเจาะจงสำหรับการอ่าน เช่น วันละ 15 นาที 1 อาทิตย์จะอ่านได้กี่หน้า 1 เดือนได้เท่าไร ต้องพยายามคำนวณจากหนังสือที่เราต้องอ่าน ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ๆ ลดการใช้เวลาในด้านอื่นที่ไม่จำเป็น

พัฒนาทักษะการอ่านที่มีประสิทธิภาพ
      โดยศึกษาเทคนิคการอ่านและฝึกทำตามเป็นประจำ อย่างน้อยต้องมีวัตถุประสงค์ในการอ่าน เพื่อทำให้การอ่านมีความหมาย โดยจับประเด็นหลักให้ได้ กำหนด วัตถุประสงค์ วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และเก็บบันทึกความเข้าใจ อาจด้วยการจดบันทึกคำสำคัญไว้ตลอดการอ่าน ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงเวลาที่ไม่ควรอ่านหนังสือ เช่น หงุดหงิด ง่วงนอน ไม่มีสมาธิ เพราะอาจทำให้การอ่านไม่ประสบความสำเร็จและทำให้ไม่ชอบอ่านในที่สุด
       หากเรายังต้องทำงานในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เราจำเป็นต้องให้อาหารสมองที่ดี มีประโยชน์ และให้อาหารใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานให้ก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา http:// www.kriengsak.com

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ความหมายของการอ่าน

การอ่าน คือ การรับรู้ข้อความในการเขียนของตนเองหรือของผู้อื่น รวมถึงการการรับรู้ความหมายจากเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น สัญลักษณ์จราจร เครื่องหมายที่แสดงบนแผนที่ เป็นต้น การรับรู้ข้อความ เข้าใจเรื่องราว หรือได้รับรสความบันเทิงใจตรงตามจุดประสงค์ของผู้เขียนเป็นการอ่านที่ดีและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
ความสำคัญของการอ่าน
ชีวิตของแต่ละคนย่อมต้องเกี่ยวข้องผูกพันกับสังคม คือ กลุ่มคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครที่จะอยู่ได้โดย ปราศจากสังคมและการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความสนใจ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและพัฒนาไปข้างหน้า อย่างแท้จริง ดังนั้นการติดต่อสื่อสารจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงมนุษย์ทุกคนเข้าด้วยกัน สามารถทำทั้งการพบปะสื่อสารกันด้วยการสนทนาและอ่านข้อเขียนของกันและกัน สำหรับสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมใหญ่ที่เจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การติดต่อกันโดยวิธีพบปะสนทนาย่อมเป็นไปได้ในวงจำกัด ดังนั้นการสื่อสารกันโดยการอ่านจึงมีความสำคัญมาก นอกจากนั้นผู้อ่านจำนวนมากยังต้องการอ่านเพื่อแสวงหาความรู้และความบันเทิง จากหนังสืออีกด้วย

     จุดมุ่งหมายของการอ่าน 
๑. การอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า
คือ ต้องการได้รับความรู้จากเนื้อเรื่องที่อ่าน เช่น การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี หรือหนังสืออ่านเพิ่มเติมของนักเรียนและนักศึกษา เพื่อรู้และเข้าใจเรื่องราวตามหลักสูตร และอ่านวารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์ บ้านเมือง บ้านเมือง ผู้ประกอบอาชีพต่างๆก็ต้องอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสาขาอาชีพของตน หรือเพื่อทำความเข้าใจวิทยาการใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าแม้แต่ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีสำหรับบุคคลทั่วไป ก็ยังให้ความรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง เพราะบุคคลทั่วไปอ่านหนังสือต่างๆ เพื่อขยายความรู้ ความสนใจ ให้กว้างขวาง
๒. การอ่านเพื่อความบันเทิง 
 บุคคลบางประเภทมีความชอบที่จะอ่านเพื่อความบันเทิงมากกว่าอ่านเพื่อ ความรู้ เนื่องจากว่า ความบันเทิงเป็นอาหารทางใจซึ่งมีความจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์เช่นเดียวกัน กับอาหารและอากาศ จึงมักจะเลือกอ่านแต่หนังสือที่ส่งเสริมสุขภาพจิตให้แจ่มใส มีความสุข คนไทยเรานั้นใช้การอ่านเป็นเครื่องให้ความบันเทิงใจมาเป็นเวลาติดต่อกันนาน หลายปีแล้ว เห็นได้จากนิทานร้อยแก้วและนิทานคำกลอนสำหรับอ่าน กลอนเพลงยาว นิราศ ตลอดจนวรรณกรรมอื่นๆที่ถูกแต่งขึ้นอย่างมากมายและหลากหลายในสมัยก่อน ล้วนแต่มีส่วนให้ความบันเทิงใจแก่ผู้อ่านทั้งสิ้น จวบจนปัจจุบันนี้ก็มียัง นวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี การ์ตูนมีภาพประกอบต่างๆ มากมายเพื่อสร้างรอยยิ้มความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้อ่านโดยวิธีการอ่าน ง่ายๆและสามารถทำ ได้หลายโอกาส เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง 
๓. การอ่านเพื่อความคิดหรือเพื่อสนองความต้องการอื่นๆ 
นอกจากความต้องการในการหาความรู้และความบันเทิงแล้ว คนบางคนยังแสวงหา คำตอบอื่นๆให้กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป ที่จะมักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เพื่อเป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติใน การดำเนินชีวิต หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ หรืออ่านเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ กล่าวคือการอ่านหนังสือมากๆ  จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี รู้จักการวางตัวที่เหมาะสม มีความคิดกว้างขวาง ทันสมัย สามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง โดยอาจเรียนรู้จากเรื่องราวในหนังสือ
 เป็นคติสอนใจหรือเป็นอุทาหรณ์
“ การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์”
คำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษ 
แสดงให้เห็นว่า การอ่าน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ เพราะมนุษย์จะไม่สามารถเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบหากปราศ จากการอ่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ และสามารถฝึกฝนได้เรื่อย ๆ ตามวัย และประสบการณ์ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ ได้รับความคิด ความรู้และความบันเทิง มีผลต่อชีวิตและจิตใจของมนุษย์ให้เจริญยิ่งขึ้น
 http://www.thaigoodview.com